13.12.10

NP มณีพันธุ์ 2

สารพัดประโยชน์ มณีพันธุ์ 2
1. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพปุ๋ยให้อยู่ในดินได้นาน 2-3 เดือน เพื่อเก็บอาหารให้กับพืช ให้พืชได้อาหารทุกระยะที่พืชต้องการและช่วยปลดปล่อยปุ๋ยที่ตกค้างในดินให้พืชนำมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง
มณีพันธุ์ 2 = 2 กก./ปุ๋ยสูตร N-P-K 25-50 กก. คลุกเคล้าให้เข้ากันโดยการพ่นน้ำเป็นละอองฝอยพอชื้น ๆ แล้วโรยทับด้วย มณีพันธุ์ 2 แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันทิ้งไว้อย่างน้อย 6 ชั่วโมง เก็บใส่กระสอบปิดปากถุงไว้แล้วจึงนำไปใช้
**เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยให้มากขึ้น น้ำที่ใช้ในการฉีดพ่นเป็นละอองฝอย ใช้อาหารเสริมสูตรเร่งการเจริญเติบโต 5 ซีซี : น้ำ 5 ลิตร นำไปฉีดพ่นบนกองปุ๋ยพอชื้นอย่าให้แฉะแล้วคลุกเคล้าด้วยมณีพันธุ์ 2
2. มณีพันธุ์ 2 = 1 กก./ดิน 50 กก. เพื่อใช้ในการปลูกไม้กระถางและการเพาะกล้าพืชเพื่อบำรุงดินให้ร่วนซุยและเพิ่มการขยายราก ทำให้ต้นไม้โตไวแข็งแรง
3. มณีพันธุ์ 2 = 5 ช้อนโต๊ะ/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทั่วบริเวณหน้าดินให้ชุ่มเพื่อระเบิดดินทำติดต่อกัน 3 ครั้ง เว้น 3 วัน ฉีดพ่น 1 ครั้ง เมื่อหน้าดินแน่นสามารถทำได้อีก
4. ใช้สำหรับกิ่งพันธุ์ มณีพันธุ์ 2 1 กก. + อาหารเสริม สูตรเร่งการเจริญเติบโต 100 ซีซี + น้ำ 200 ลิตร (ผสมไว้ได้ เพื่อนำมารดกิ่งพันธุ์ จะทำให้รากงอกไว นำไปลงปลูกทำให้ไม่ตาย)
5. มณีพันธุ์ 2 = 1 กก./เมล็ดพันธุ์ข้าว 30-45 กก. คลุกให้เข้ากันแล้วนำไปหว่านในนาป้องกันหอยเชอรี่ เมื่อต้นข้าวงอกทำให้หน่อแข็งแรง
6. ใช้คลุกเมล็ดพันธุ์พืชได้ทุกชนิด อัตราส่วน มณีพันธุ์ 2 = 1 กก./เมล็ดพันธุ์พืช 30-45 กก.โดยการใช้อาหารเสริมสูตรเร่งการเจริญเติบโต 2 ซีซี + น้ำ 2 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วเมล็ดพันธุ์แล้วคลุกเคล้ากับมณีพันธ์ 2 ให้เข้ากันก่อนนำไปหว่าน
สำหรับการแช่เมล็ด ใช้มณีพันธ์ 2 = 1 ช้อนโต๊ะ + อาหารเสริม สูตรเร่งการเจริญเติบโต 2 ซีซี + น้ำ 2 ลิตร
** ในกรณีใช้เมล็ดพันธ์เป็นจำนวนมากเพิ่มตามสัดส่วน
7. เพื่อเพิ่มความแข็งแรงต้านทานโรคให้กับพืชเพื่อให้ลำต้นแข็ง ใบสมบูรณ์ใช้มณีพันธ์ 2 = 3-5 ช้อนโต๊ะ/น้ำ 20 ลิตร + อาหารเสริม สูตรเร่งการเจริญเติบโต 10-20 ซีซี ผสมให้เข้ากันนำไปฉีดพ่น
8. สำหรับนาข้าวหลังฝนตก ใช้มณีพันธ์ 2 3-5 ช้อนโต๊ะ/น้ำ 20 ลิตร ฉีดให้ทั่วแปลงเพื่อให้ลำต้นและใบแข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคราต่าง ๆ
** ใช้กับเห็ด มณีพันธุ์ 2 = 1 กก./เชื้อเห็ด 50 กก. ทำให้เชื้อเห็ด เดินไวขึ้นกว่าปกติหลายเท่า
** ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก เพื่อลดปริมาณความร้อนในกองปุ๋ยหมัก
อัตราส่วน มณีพันธุ์ 2 5-10 กก./กองปุ๋ยหมัก 50-100 กก.
9. ผงมณีพันธุ์ 2 = 2 กก. + จุลินทรีย์มณีพันธุ์ 1 = 5 ลิตร + น้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นในการเตรียมแปลงปลูกและการย่อยสลายตอซังข้าวหรือนำไปฉีดพ่นรอบบริเวณทรงพุ่ม สำหรับปาล์ม ยางพารา ไม้ผลทุกชนิด


NP มณีพันธุ์ 2
มณีพันธุ์ 2 ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เพิ่มความสมบูรณ์และแข็งแรงให้กับพืช ลดต้นทุนประหยัดปุ๋ย
ผลผลิตเพิ่ม พืชเขียวทนนาน
คุณสมบัติ
- ปรับสภาพดิน ทำให้โครงสร้างดินดี ดินร่วนซุย เพิ่มก๊าซออกซิเจนในดิน แก้วความเป็นกรดด่าง
- เพิ่มการขยายรากพืชมากกว่าเดิม 2-3 เท่า
- ทำให้ลำต้นแข็งแรง ใบใหญ่ ใบตั้ง ใบหนา ใบมีขน เพิ่มขี้ผึ้งทางใบ เขียวทนนาน
- เพิ่มประสิทธิภาพปุ๋ย ไม่ให้เกิดการสูญเสีย ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยมากกว่า 30%
- ดูดซับและจับยึด ธาตุอาหารให้พืชได้มากกว่า 80% และค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาอย่าง
ช้า ๆ ตามความต้องการของพืช
- สร้างความสมบูรณ์ แข็งแรง และลดปริมาณการใช้ยาฆ่าแมลง เป็นการลดต้นทุนการผลิต
- ปลดปล่อยธาตุอาหารที่ตกค้างในดิน ทำให้พืชนำมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง
- เพิ่มความต้านทานโรค เพิ่มคุณภาพ เพิ่มผลผลิต ไม่มีสารพิษตกค้าง
- ใช้สำหรับคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มป้องกันหอยเชอรี่
- ใช้สำหรับคลุกหรือแช่เมล็ดพันธุ์ได้ทุกชนิด
- ใช้ผสมกับฮอร์โมนพืชได้ทุกชนิด เพื่อเพิ่มความต้านทานโรคทางใบ ทำให้ใบสมบูรณ์ แข็งแรง

ราคา 240 บาท รหัสสินค้า 103063


สนใจติดต่อ : คุณพิชญ์สินี 083-199 7189
email : yoshiki_or@hotmail.com

20.8.09

การตัดแต่งต้นไม้

การตัดแต่งต้นไม้ คือ การตัดส่วนที่ไม่ต้องการออกเพื่อให้ได้รูปทรงตามที่ต้องการ และการตัดแต่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับไม้ต้นและไม้พุ่ม

สิ่งที่ควรตัดเป็นสิ่งแรกของการตัดแต่ง
  • กิ่งที่แห้งตาย
  • กิ่งที่อ่อนแอ ฉีกขาด
  • กิ่งที่เป็นโรค
  • กิ่งที่เจริญผิดปกติ
  • กิ่งที่แทงเข้าภายในพุ่มต้น


การตัดกิ่งเหล่านี้ จะทำให้ทรงพุ่งโปร่ง แสงสว่าง ลม จะพัดผ่านเข้าไปในทรงพุ่มได้สะดวก กรณีไม้ยืนต้น การตัดแต่งจะช่วยควบคุมการเจริญเติบโต ช่วยเพิ่มผลผลิต ส่วนไม้พุ่ม จะทำให้รูปทรงพุ่มต้นสมดุล

การตัดแต่งไม้พุ่ม จะเริ่มตั้งแต่การเด็ดยอด เพื่อให้ไม้พุ่มแตกตาข้าง ทำให้การเจริญเติบโตทางยอดลดลง หลังจากนั้นอาจจะมีการขลิบ แต่ง ลิดใบและยอดที่แทงออกมาจากทรงพุ่ม กรณีที่ทรงพุ่มแน่นเกิดไปควรจะตัดแต่งกิ่งออกบ้าง โดยตัดให้ชิดพื้นดิน ส่วนไม้พุ่มที่แทงหน่อออกมาจะต้องตัด ให้ลึกลงไปใต้ระดับดิน

ส่วนไม้พุ่มที่ต้องการให้มีการเจริญเติบโตใหม่ เนื่องจากมีอายุมาก ให้ตัดส่วนของไม้นั้น เหลือเพียงหนึ่งในสามของความสูงเดิม ดูแลรักษาให้เจริญเติบโตใหม่ การตัดแต่งไม้พุ่มให้เล็กลง จะช่วยให้มีการแตกกิ่งยอดใหม่ ทําให้ไม้พุ่มนั้นมีดอกมากขึ้น

การตัดแต่งแต่ละครั้ง ควรใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับงานนั้น ๆ เครื่องมือจะต้องคมและใช้ให้ถูกต้อง นอกจากนี้หากรอยแผลที่ถูกตัดแต่งมีขนาดใหญ่จะต้องใช้ยาทาแผล เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าไปทำลาย

รู้อย่างนี้แล้ว ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปตัดแต่งต้นไม้กันดูได้.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

13.5.09

โนรา,Hiptage beghalensis

โนรา

ชื่อวิทยาศาสร์ Hiptage beghalensis. (Linn) Kurz.
ตระกูล MALPIGHIACEAE
ชื่อสามัญ -

ลักษณะทั่วไป

ต้น โนรา เป็นไม้เลื้อยเถาใหญ่มีเนื้อแข็ง และสามารถเลื้อยไปได้ไกลและรวดเร็วด้วย แต่ถ้าปลูกโนราไว้กลางแจ้งก็อาจจะกลายเป็นไม้พุ่มได้หรือ ก็จะขดเป็นพุ่มเถาโนามีสีเขียว กลมและเกลี้ยง
ใบ เป็นไม้ใบเดี่ยว ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ใบสีเขียวเข้มลักษณะใบเป็นรูปขอบขนาน รูปไข่หรือ รูปไข่กลับ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนและมีต่อมนูนอยู่ 2 ต่อม ใบอ่อนจะเป็นสีเทา ใบมีความกว้างประมาณ 10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 18 เซนติเมตร
ดอก ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 15 เซนติเมตร และจะมีขน ดอกมีสีขาว หรือสีขาวอมชมพูเรื่อ ๆ มีกลิ่นหอมคล้ายดอกส้มโอ ดอกจะบานอยู่ได้ประมาณ 3-4 วัน ก็จะร่วงและจะมีดอกใหม่ทะยอยบายอยู่เรื่อย ๆ ดอกจะมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบหนึ่งมีต่อมนูน มีกลีบดอก 5 กลีบ และแต่ละกลีบจะมีขนาดไม่เท่ากัน มีกลีบใหญ่อยู่ในสุดและจะมีสีเลืองแต้ม กลีบดอกมักจะยู่ยี่ ขอบกลีบดอกจักหรือเนินเป็นครุยมีเกสรต้วผู้ 10 อัน และมี 1 อัน ที่มีขนาดใหญ่กว่าอันอื่น ๆ

ฤดูกาลออกดอก
โนราจะออกดอกประมาณเดือนธันวาคม ถึง กุมภาพันธ์

การปลูก
โดยการนำเอาต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด กิ่งที่ได้จากการปักชำหรือการตอนมาปลูกลงดิน โดยให้ขุด หลุมกว้างลึกประมาณ 1 x 1 ฟุต รองก้นหลุมด้วยใบไม้ผุ หรือปุ๋ยหมักกลบดินเล้กน้อยแล้วจึงวางกิ่งปักชำ หรือต้นกล้าลงกลางหลุม แล้วกลบดินพอมิด รดน้ำให้ชุ่ม

การดูแลรักษา
แสง โนราเป็นไม้ในร่ม หรือร่มรำไร มีความต้องการแสงน้อยน้ำ ต้องการน้ำมาก ควรรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่ อย่างสม่ำเสมอ
ดิน เจริญงอกงามได้ดีในดินแทบทุกชนิดไม่เลือกดินปลูกแต่ถ้าเป็นดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดีก็จะดียิ่งขึ้น
ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ใส่บริเวณโคนต้นปีละ 2-3 ครั้ง

โรคและแมลง
ไม่พบโรคและแมลงที่สำคัญ

การขยายพันธุ์
ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง